ทำไมเกาหลีเหนือเป็น ‘ภัยไซเบอร์’ ต่อชาวโลก? แม้คนส่วนใหญ่ในประเทศ เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต
2023.12.26
ทำไมเกาหลีเหนือเป็น ‘ภัยไซเบอร์’ ต่อชาวโลก? แม้คนส่วนใหญ่ในประเทศ เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต
แม้เป็นประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวแต่กลับมีความโดดเด่นในเรื่องของความสามารถทางเทคโนโลยีและส่งออกแฮกเกอร์ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เราจะพาไปดูกันว่าประเทศที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเกาหลีเหนือ ทำไมถึงมีแฮกเกอร์ที่เก่งกาจในการสร้างความเสียหายในโลกเทคโนโลยี
เกาหลีเหนือใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างความสามารถทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งซึ่งเป็นโครงการในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ภายใต้การนำของคิม อิล ซุง ที่พยายามพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาในขณะนั้น
ขณะที่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสายตาของคิม จอง อิล ผู้นำคนก่อนยังมีความสำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือสั่งการเจ้าหน้าที่รัฐ และยังเป็นแพลตฟอร์มในการสนับสนุนการพัฒนานิวเคลียร์และอาวุธของประเทศ ซึ่งคิม จอง อิล ได้ระบุในหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกองทัพเกาหลีเหนือว่า “ถ้าอินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนกับปืน การโจมตีทางไซเบอร์ก็เป็นเหมือนกับระเบิดปรมาณู”
นอกจากนี้ยังมีรายงานจากเว็บไซต์ Ars Technica ที่ระบุว่าเกาหลีเหนือมีแฮกเกอร์กว่า 7,000 คนที่ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนซึ่งจะได้รับการฝึกอบรมและดูแลจากสถาบันชั้นนำของรัฐ และบางคนก็อาจจะถูกส่งไปฝึกอบรมที่จีนและประเทศอื่นๆ
Erin Plante รองประธานฝ่ายสืบสวนของ Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนระบุว่าเกาหลีเหนือจะฝึกอบรมคนที่มีแววโดดเด่นในด้านไซเบอร์และจะส่งไปอยู่ในองค์กรรวมถึงไปอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมในต่างประเทศ พร้อมเสริมว่ากลุ่มแฮกเกอร์เหล่านี้ก็กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ในชุมชนเทคโนโลยี
ขณะเดียวกันก็มีผู้เชี่ยวชาญระบุว่าโปรแกรมไซเบอร์ที่ดำเนินการโดยเกาหลีเหนือนั้นมีความลื่นไหลและคล่องตัว ทั้งปรับตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยความสามารถของแฮกเกอร์รุ่นใหม่ที่มีทักษะสูง และยังมีการทำงานร่วมกันในกลุ่มแฮกเกอร์ทำให้ตามตัวได้ยาก
และหน่วยแฮกเกอร์ของเกาหลีเหนือยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับหน่วยงานป้องกันและปราบปรามทางไซเบอร์ของประเทศอื่นที่มีความมั่นคง ทั้งยังมีคนที่มีทักษะรอบด้านซึ่งสามารถทำการโจมตีได้ทุกภารกิจและสามารถสับเปลี่ยนงานกันได้ซึ่งสร้างความลำบากในการจับกุม
โดยในปี 2023 เพียงปีเดียวแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือได้ก่อเหตุโจรกรรมคริปโตฯ ไปกว่า 340 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท) และในเดือนตุลาคมที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้ทลาย 17 โดเมนที่ใช้ในการฉ้อโกงธุรกิจทั้งในสหรัฐฯ และในต่างประเทศ ทั้งใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร ตลอดจนเป็นทุนในการสนับสนุนโครงการด้านอาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตามแม้ผู้นำจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีแต่ชาวเกาหลีเหนือกว่า 25 ล้านคน กลับเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต โดยมีเพียงกลุ่มพริวิเลจเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้
แฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือโจรกรรมคริปโตฯ
นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก Recorded Future บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ระบุถึงกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือที่ใช้ชื่อว่า Lazarus Group โดยได้ขโมยคริปโตฯ ไปแล้วกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2017
Lazarus Group นับเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญในการโจรกรรมเงินทางอินเทอร์เน็ต โดยในปี 2016 ได้ทำการแฮกธนาคารกลางบังกลาเทศขโมยเงินกว่า 81 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 2.8 พันล้านบาท)
แฮกเกอร์กลุ่มนี้ได้แทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของธนาคารและแฝงตัวอยู่ในระบบเป็นเวลากว่าหนึ่งปีก่อนที่จะเริ่มโจรกรรม และเงินที่ขโมยมาก็จะถูกส่งเข้าธนาคารหลายแห่งก่อนจะส่งต่อไปที่กาสิโนในกรุงมะนิลาและใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ในการฟอกเงินที่ขโมยมาจากนั้นเงินที่ผ่านการฟอกแล้วก็จะถูกส่งไปยังมาเก๊าและมีแนวโน้มว่าจะถูกส่งไปที่เกาหลีเหนือต่อไปและคริปโตฯ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับการฟอกเงินผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Peel Chain” โดยในคำฟ้องร้องของทางการสหรัฐฯ ในปี 2020 ระบุว่ามีชาวจีนทำการโอนบิตคอยน์มูลค่า 67 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 2.3 พันล้านบาท) ในนามของแฮกเกอร์เกาหลีเหนือด้วยวิธีดังกล่าวได้สำเร็จ
ทาง Nils Weisensee ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังได้ระบุว่าเพราะเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นลูกของอินเทอร์เน็ต ข้อมูลช่องโหว่ของมันจึงสามารถพบได้บนอินเทอร์เน็ต และสิ่งจำเป็นคือคนที่เก่งกาจและชาวเกาหลีเหนือก็มีสิ่งนั้น
นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังสามารถใช้ประโยชน์จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ NFTs ไม่ว่าจะเป็นการปั่นราคาให้เพิ่มสูงขึ้นเกินความเป็นจริงด้วยวิธี “Wash Trading” หรือการใช้ NFTs เพื่อฟอกเงินที่ขโมยมา ตลอดจนการโจรกรรม NFTs ด้วยการโจมตีแบบ ‘Spear phishing’ ที่แฮกเกอร์จะมีเป้าหมายเจาะจงทำให้การหลอกลวงมีความแนบเนียน
และในปี 2017 กลุ่ม Lazarus Group ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกด้วยการปล่อยมัลแวร์ “WannaCry” ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 200,000 เครื่องตามโรงพยาบาล บริษัทน้ำมัน ธนาคาร และองค์กรอื่นๆ ทั่วโลก
รวมถึงไปการแฮกบริษัทซื้อขายคริปโตฯ จากญี่ปุ่นไปกว่า 530 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) ในปี 2018 ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารกลางมาเลเซียที่โดนขโมยเงินไปกว่า 390 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท)
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางคนเผยว่าแม้เกาหลีเหนือจะลดท่าทีรุนแรงลงนับตั้งแต่การสร้างความเสียหายไปทั่วโลกผ่านมัลแวร์ WannaCry ที่เกิดในปี 2017 แต่นั่นเป็นเพราะเป้าหมายการโจมตีของเกาหลีเหนือที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่ในเรื่องความสามารถที่ลดลง
อ้างอิง
Ars Technica, CSO Online
https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation/digital_transformation/2746588
ขอบคุณครับ
บริษัท a2network (Thailand ) จำกัด
ติดต่อ : 02-261-3020
บทความที่เกี่ยวข้อง
ข่าว
ความปลอดภัย
มัลแวร์มือถือที่กำหนดเป้าหมายธนาคารในอินเดียทำให้ผู้ใช้กว่า 50,000 รายเสี่ยงต่อการถูกโจมตี
การโจมตีอุปกรณ์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ นักวิจัยของ zLabs วิเคราะห์ตัวอย่างมัลแวร์เกือบ 900 ตัวอย่างและพบความพยายามร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ Android มัลแวร์ซึ่งจัดอยู่ในประเภทโทรจันของธนาคาร ปลอมตัวเป็นแอปธนาคารหรือแอปของรัฐบาลที่ถูกกฎหมายและแพร่กระจายผ่าน WhatsApp ในรูปแบบไฟล์ APK เมื่อติดตั้งแล้ว มัลแวร์จะขอข้อมูลที่ละเอียดอ่อน
2025.03.14
ความปลอดภัย
โซลูชั่น
ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง MDM, EMM และ UEM
Mobile Device Management (MDM), Enterprise Mobility Management (EMM) และ Unified Endpoint Management (UEM) เป็นชื่อที่มักได้ยินบ่อยๆ ในวงการการจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ คำศัพท์เหล่านี้มักจะถูกใช้แทนกันโดยองค์กรต่างๆ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว คำศัพท์เหล่านี้จะมีความสามารถในการปรับขนาดและการควบคุมที่แตกต่างกันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม คำศัพท์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสร้างความสับสนอย่างที่เห็น ความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีไม่ใช่ภาษาแม่ขององค์กรส่วนใหญ่ เว้นแต่คุณจะเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่องค์กรทุกแห่งจำเป็นต้องส่งเสริม ดังนั้น เราจึงได้วางพื้นฐานของคำย่อด้านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น MDM EMM และ UEM ไว้ที่นี่ รวมถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคำเหล่านี้ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าโซลูชันการจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ใดที่เหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจของคุณ
2025.03.07
ข่าว
ความปลอดภัย
แฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือตั้งเป้านักพัฒนาอิสระเพื่อหลอกลวงการทำงานด้วยมัลแวร์
นักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระเป็นเป้าหมายของแคมเปญต่อเนื่องที่ใช้การล่อใจที่เกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์งานเพื่อส่งมอบมัลแวร์ข้ามแพลตฟอร์มที่รู้จักกันในชื่อ BeaverTail และ InvisibleFerret กิจกรรมดังกล่าวซึ่งเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือมีชื่อรหัสว่า DeceptiveDevelopment ซึ่งทับซ้อนกับคลัสเตอร์ที่ติดตามภายใต้ชื่อContagious Interview (หรือCL-STA-0240 ), DEV#POPPER, Famous Chollima, PurpleBravo และ Tenacious Pungsan แคมเปญนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 เป็นอย่างน้อย บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ESET กล่าวในรายงานที่แบ่งปันกับ The Hacker News ว่า"DeceptiveDevelopment กำหนดเป้าหมายนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระผ่านการฟิชชิ่งแบบเจาะจงบนเว็บไซต์หางานและฟรีแลนซ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อขโมยกระเป๋าสตางค์สกุลเงินดิจิทัลและข้อมูลการเข้าสู่ระบบจากเบราว์เซอร์และตัวจัดการรหัสผ่าน"
2025.02.21